กางไทม์ไลน์แบบละเอียด งดน้ำตาล 2 สัปดาห์ เผยจะเกิดอะไรขึ้นกับ "ร่างกาย"?

กางไทม์ไลน์แบบละเอียด งดน้ำตาล 2 สัปดาห์ เผยจะเกิดอะไรขึ้นกับ "ร่างกาย"?

กางไทม์ไลน์แบบละเอียด งดน้ำตาล 2 สัปดาห์ เผยจะเกิดอะไรขึ้นกับ "ร่างกาย"?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดไทม์ไลน์ เผยสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ "ร่างกาย" เมื่อหยุดกินน้ำตาลติดต่อกัน 2 สัปดาห์

ลองจินตนาการดูว่าหากคุณต้องตัดใจจากช็อกโกแลต ลูกอม ขนมอบ และน้ำอัดลมรสโปรดเป็นเวลาเต็มๆ 14 วัน ร่างกายของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

ล่าสุด LADBible รายงานกระแสฮือฮาจากคลิปวิดีโอจำลองระบบร่างกายของ GrowFit Health ที่แสดงภาพกลไกภายในอย่างละเอียด ยามที่ร่างกายไร้น้ำตาลเติมเข้าสู่ระบบ และถูกบังคับให้หันไปเผาผลาญไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานแทน ซึ่งบอกเลยว่าในช่วงแรกคุณอาจต้องเผชิญกับอาการลงแดงที่ค่อนข้างทรมาน ก่อนจะพบลัพธ์ที่คุ้มค่าในท้ายที่สุด

แยกแยะให้ชัด: "น้ำตาลธรรมชาติ" VS "น้ำตาลอิสระ" ที่ทำร้ายเรา

ก่อนจะไปดูผลลัพธ์ สิ่งสำคัญที่ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ (NHS) เน้นย้ำคือ เราไม่จำเป็นต้องตัดน้ำตาลทุกชนิดในชีวิต เพราะน้ำตาลออร์แกนิกที่อยู่ในนม ผลไม้สด หรือผัก เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์และร่างกายยังต้องการ

แต่สิ่งที่เราควรลดและละเลิกคือ "น้ำตาลอิสระ" หรือน้ำตาลขัดสีที่ถูกเติมเข้าไปในอาหาร เครื่องดื่ม และขนมต่างๆ ซึ่งการกินน้ำตาลประเภทนี้มากเกินไปเป็นสาเหตุหลักของน้ำหนักเกิน ฟันผุ และนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง เบาหวาน และโรคหัวใจ

หากคุณเริ่มกระบวนการ "หักดิบ" หยุดเติมน้ำตาลอิสระเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลา 2 สัปดาห์ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามไทม์ไลน์ระบบชีวภาพ:

วันที่ 1 - 2: ระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มนิ่ง

ในสองวันแรก ตัวจำลองเผยว่า "ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะเริ่มกลับมาเสถียร" คุณจะไม่ค่อยเจอภาวะพลังงานดิ่งฮวบ หรืออาการง่วงนอนเฉียบพลันหลังมื้ออาหารเหมือนแต่ก่อน และเนื่องจากไม่มีน้ำตาลใหม่เข้ามา ร่างกายจึงเริ่มเปลี่ยนโหมดไปดึงไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ออกมาเผาผลาญเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน

วันที่ 3 - 6: ช่วงเวลา "ลงแดง" สุดโหด สารพัดผลข้างเคียง

นี่คือช่วงสัปดาห์แรกที่หินที่สุด ข้อมูลจาก Healthline ระบุว่า การขาดน้ำตาลจะทำให้สมองหลั่งสารโดปามีน หรือสารแห่งความสุขลดลง ส่งผลให้คุณมีอารมณ์ดิ่ง วิตกกังวล นอนหลับยากขึ้น ไม่มีสมาธิ และจะเกิดอาการอยากโหยหาคาร์โบไฮเดรตและของหวานอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ คุณยังอาจถูกโจมตีด้วยอาการทางกาย เช่น ปวดหัว, เวียนหัว, คลื่นไส้ และอ่อนเพลียอย่างหนัก ซึ่งตัวจำลองอธิบายว่า "อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายกำลังขับสารพิษและพยายามปรับตัว ซึ่งมันจะค่อยๆ ผ่านพ้นไปเอง" ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าสำหรับบางคน การค่อยๆ ลดปริมาณน้ำตาลลงทีละน้อยจะดีกว่าการหักดิบตัดเป็นศูนย์ทันที

วันที่ 7 - 9: ปุ่มรับรสโดน "รีเซ็ต" ใหม่

เมื่อผ่านพ้นช่วงวิกฤตมาได้ ต่อมรับรสบนลิ้นของคุณจะเกิดการรีเซ็ตระบบใหม่ทั้งหมด "ลิ้นของคุณจะไวต่อรสชาติที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น" และคุณจะรู้สึกว่าผลไม้ตามธรรมชาติมีความหวานฉ่ำเป็นพิเศษ

คิมเบอร์ลี ฮอลแลนด์ นักข่าวสายสุขภาพจาก Eating Well เผยประสบการณ์ตรงหลังจากลองงดน้ำตาลว่า เธอกลับมาดื่มไวน์แล้วรู้สึกว่ามันหวานเจี๊ยบเหมือนขนมสายไหม และเมื่อลองกัดคุกกี้ช็อกโกแลตชิปเข้าไปเพียงครึ่งชิ้น เธอก็ต้องคายทิ้งเพราะรู้สึกว่ามันหวานแสบคอจนกลืนไม่ลง

วันที่ 10 - 14: พลังงานพุ่งสูง ร่างกายเดินเครื่องเต็มสูบ

เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของ 2 สัปดาห์ ระดับพลังงานในร่างกายของคุณจะ "พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด" อาการเหนื่อยล้าคัดจมูกตื้อระหว่างวันจะหายไป ร่างกายมีพลังงานที่สะอาดและคงที่ตลอดทั้งวัน เนื่องจากระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเปลี่ยนไขมันให้กลายเป็นพลังงานหลัก

iStockphoto

โควต้าน้ำตาลต่อวัน: กินแค่ไหนถึงจะไม่พัง?

คำแนะนำอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอังกฤษระบุว่า น้ำตาลอิสระไม่ควรเกิน 5% ของพลังงานรวมที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน หรือสรุปง่ายๆ คือ ผู้ใหญ่ไม่ควรบริโภคน้ำตาลอิสระเกิน 30 กรัมต่อวัน (เทียบเท่ากับน้ำตาลก้อนประมาณ 7 ก้อน)

บทสรุปหากคุณคิดจะปฏิวัติตัวเองเพื่อลดน้ำหนักหรือกู้สุขภาพ การงดน้ำตาลอิสระ 2 สัปดาห์คือจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการรีเซ็ตร่างกาย แต่สำหรับมือใหม่ที่กลัวทนผลข้างเคียงช่วง 6 วันแรกไม่ไหว แนะนำให้ใช้วิธี "ค่อยๆ ลด" สัดส่วนลงทีละครึ่งในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวได้อย่างยั่งยืนและไม่เครียดจนเกินไป

แหล่งอ้างอิง

  1. LADBible
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล